Showing posts with label ยาลดกรด. Show all posts
Showing posts with label ยาลดกรด. Show all posts

Tuesday, July 28, 2020

การใช้ยากลุ่ม Proton pump inhibitors เกินความจำเป็น

การใช้ยากลุ่ม Proton pump inhibitors เกินความจำเป็น
พญ.ศิวภรณ์ มโนมัยสันติภาพ
รศ.ภญ.สุพีชา วิทยเลิศปัญญา
ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลั


Proton pump inhibitors (PPI) เป็นยายับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร เป็นยาที่นำมาใช้รักษาภาวะที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติเกี่ยวกับกรดในกระเพาะอาหารได้หลากหลาย ได้แก่ โรคกรดไหลย้อน แผลในกระเพาะอาหาร  ใช้รักษาและป้องกันการอักเสบในทางเดินอาหารจากการใช้ยากลุ่ม NSAIDs รวมถึงใช้ร่วมกับยาต้านจุลชีพเพื่อรักษาการติดเชื้อ Helicobacter pylori เมื่อเทียบกับยากลุ่ม H2 blocker ซึ่งเป็นยาในกลุ่มที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งกรดอีกชนิดหนึ่ง ยา PPIs ออกฤทธิ์มีประสิทธิภาพยาวนานกว่า และสามารถลดค่าความเป็นกรดได้ดีกว่า  อีกทั้งยังให้ผลในการรักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นทั้งที่เกิดจากสาเหตุจากยา NSAIDs และการติดเชื้อ Helicobacter pylori(H.pylori) ได้ดีกว่า
ด้วยเหตุผลที่ PPIs เป็นยาที่มีประสิทธิภาพ สามารถใช้รักษาโรคได้หลากหลาย และค่อนข้างปลอดภัย ทำให้ PPIs เป็นยาที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายทั้งในสถานพยาบาล และจากการที่ผู้ป่วยซื้อยามาใช้เอง ทำให้เกิดปัญหาการใช้ยา PPIs เกินข้อบ่งใช้ ใช้ยาเกินขนาด ใช้ยาระยะเวลานานเกินกว่าข้อแนะนำ ซึ่งนอกจากจะเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ก็ยังอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาเป็นเวลานานได้

ข้อแนะนำการใช้ยา PPI
ส่วนใหญ่จะแนะนำให้ใช้ PPIs ในระยะสั้นเป็นเวลา 4-8 สัปดาห์ เท่านั้น  สำหรับการรักษาระยะเวลานาน มีเพียงไม่กี่ข้อบ่งชี้ที่ได้รับการแนะนำให้ใช้ เช่น โรคกรดไหลย้อน
NICE guideline 2018 ได้ออกแนวทางการใช้ PPIs ในผู้ป่วยที่เป็นโรคกรดไหลย้อน ครั้งแรกให้เริ่มจากการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการ ได้แก่ หยุดสูบบุหรี่ ลดน้ำหนัก รับประทานอาหารเป็นเวลา ร่วมกับซักประวัติยาที่ทำให้เกิดอาการ และให้เริ่มใช้ยาบรรเทาอาการจากกลุ่ม antacids และอาจพิจารณาให้ยากลุ่ม alginate และ/หรือ H2-receptor antagonists ร่วมด้วย
-         แพทย์ควรทำการบันทึกข้อบ่งชี้รวมถึงวันที่เริ่มยาไว้ในเวชระเบียนอย่างชัดเจน เพื่อให้ทราบถึงระยะเวลาการใช้ยา และทำให้สามารถตรวจติดตามผู้ป่วย ประเมินอาการซ้ำได้เมื่อถึงระยะเวลาหนึ่ง
-         ยาในกลุ่ม PPIs ทุกตัวออกฤทธิ์ดีไม่ต่างกัน ในระดับยาที่เท่ากัน NICE จึงแนะนำให้พิจารณาเริ่มใช้จาก PPIs ที่มีราคาถูกก่อน
-         ควรทำการประเมินผู้ป่วยซ้ำเมื่อครบระยะเวลาการรักษา และแนะนำให้ปรับลดระดับยาให้น้อยที่สุดเท่าที่จะสามารถควบคุมอาการได้ ให้ใช้ตามอาการ

อาการไม่พึงประสงค์จาการใช้ยา
·      Rebound acid hypersecretion
มีงานวิจัยที่ทำการศึกษาเปรียบเทียบอาการ dyspepsia โดยใช้ Glasgow dyspepsia scoring ในกลุ่มอาสาสมัครที่ ไม่มีอาการได้รับ PPIs เทียบกับ Placebo พบว่าในกลุ่มที่ได้รับ PPIs ภายหลังการหยุดยา มีอาการ dyspepsia ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
·      Gastric cancer
ในการทดลองในสัตว์ omeprazole ทำให้เกิด mucosa neoplasia  ส่วนในมนุษย์ จากข้อมูลของงานวิจัยต่างๆ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการใช้ PPIs เป็นเวลานานส่งผลต่อการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร อย่างไรก็ตาม การใช้ PPIs เป็นเวลานานทำให้ ระดับฮอร์โมน gastrin สูงขึ้น ซึ่งจะ กระตุ้นให้เกิด Enterochromaffin cell hyperplasia
·      Enteric infections
ผู้ป่วยที่เข้าพักรักษาตัวที่ได้รับยา PPIs มีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะติดเชื้อ Clostridium difficile-associated diarrhea (CDAD) รวมถึงเชื้อก่อโรคในทางเดินอาหารอื่นๆ ได้แก่ Campylobacter, Salmonella, Shigella, และ Listeria  จากกระบวนการที่ยา PPIs ลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นกลไกป้องกันที่คอยกำจัดเชื้อโรคที่ปนเปื้อนเข้ามาในทางเดินอาหาร มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่ายา PPIs มีความเกี่ยวข้องกับทั้ง การติดเชื้อ C.difficile จากชุมชนและในโรงพยาบาล
·      Community-acquired pneumonia
คนทั่วไปจะมีการสำลักอนุภาคขนาดเล็ก (micro-aspiration) จากทางเดินอาหารลงสู่ช่องทางเดินหายใจ  พบว่ามีผู้ป่วยโรคปอดบวมเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มที่ใช้ยา PPIs จากกลไกของยาที่ลดภาวะความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้แบคทีเรียสามารถเจริญเติบโตในทางเดินอาหารได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยดังกล่าวอาจมีปัจจัยรบกวนที่สำคัญ ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว มีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยด้วยโรคปอดติดเชื้อ และมักจะได้ PPIs ไปด้วย เนื่องจากต้องใช้ยาหลายชนิด
·      Osteoporosis
ในปี ค.ศ. 2010 FDA ได้ออกประกาศเตือนถึงการใช้ PPIs ว่าอาจเพิ่มโอกาสการเกิดกระดูกสะโพก ข้อมือ และกระดูกสันหลังหัก โดยได้แนะนำให้ประเมินความเสี่ยงกับประโยชน์ในการใช้ PPIs

ในทางทฤษฎีเชื่อว่า PPIs เพิ่มโอกาสในการเกิดโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) เนื่องจากแคลเซียม โดยเฉพาะแคลเซียมในรูปแคลเซียมคาร์บอเนตจะละลายใน pH ที่เป็นกรด เมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก พบชีวประสิทธิผล (bioavailability) ของแคลเซียมคาร์บอเนต ในผู้ที่รับประทาน Omeprazole ลดลงถึง 41% หลังใช้ยาไป 7 วัน ในขณะที่การดูดซึม
แคลเซียมซิเตรดไม่ถูกรบกวนจากการที่ pH ในกระเพาะอาหาร เปลี่ยนแปลง จึงมีคำแนะนำให้พิจารณาให้ผู้ที่ต้องรับประทาน PPIs เป็นเวลานาน ควรได้รับแคลเซียมซิเตรดเสริม เพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุนและโอกาสในการเกิดกระดูกหัก

การสั่งจ่าย PPIs เกินความเหมาะสม มีประเด็นสาเหตุหลัก ได้แก่ การสั่งจ่ายยาโดยไม่มีข้อบ่งชี้ในการใช้ยา ไม่ได้บันทึกสาเหตุและวันที่เริ่มใช้ยาทำให้ไม่สามารถระบุระยะเวลาที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยาได้ ขาดการประเมินอาการผู้ป่วยซ้ำเพื่อพิจารณาปรับลดหรือหยุดยา และขาดความรู้เกี่ยวกับผลข้างเคียงของยา
โดยสรุป การใช้ยา PPIs ควรประกอบไปด้วยหลักการสำคัญ อันได้แก่
-         ใช้ยาตามข้อบ่งชี้ และใช้ในระยะเวลาที่เหมาะสม
-         มีการจดบันทึกข้อบ่งชี้ และวันที่เริ่มสั่งจ่ายยาแก่ผู้ป่วย
-         มีการประเมินความจำเป็นในการใช้ยาต่อเนื่องของผู้ป่วยที่ต้องได้รับ PPIs เป็นเวลานาน
-         พิจารณาเลือกการรักษาแนวทางอื่นในกรณีที่ไม่ตอบสนองต่อยา



Reference
1.     Mössner J. The Indications, Applications, and Risks of Proton Pump Inhibitors. Dtsch Arztebl Int. 2016;113(27-28):477-483. doi:10.3238/arztebl.2016.0477
2.     Clark K, Lam LT, Gibson S, Currow D (2009) The effect of ranitidine versus proton pump inhibitors on gastric secretions: a meta-analysis of randomised control trials. Anaesthesia 64(6):652–657
3.     Gastro-oesophageal reflux disease and dyspepsia in adults: investigation and management | Guidance | NICE [Internet]. Nice.org.uk. 2019 [cited 21 July 2020]. Available from: https://www.nice.org.uk/guidance/cg184/chapter/1-Recommendations
4.     Dyspeptic symptom development after discontinuation of a proton pump inhibitor: a double-blind placebo-controlled trial. Niklasson A, Lindström L, Simrén M, Lindberg G, Björnsson E. Am J Gastroenterol. 2010 Jul; 105(7):1531-7.
5.     Cheung KS, Leung WK. Long-term use of proton-pump inhibitors and risk of gastric cancer: a review of the current evidence. Therap Adv Gastroenterol. 2019;12:1756284819834511. Published 2019 Mar 11. doi:10.1177/1756284819834511
6.     Havu N. Enterochromaffin-like cell carcinoids of gastric mucosa in rats after life-long inhibition of gastric secretion. Digestion. 1986;35 Suppl 1:42-55. doi:10.1159/000199381
7.     Leonard J, Marshall JK, Moayyedi P. Systematic review of the risk of enteric infection in patients taking acid suppression. Am J Gastroenterol. 2007;102(9):2047-2057. doi:10.1111/j.1572-0241.2007.01275.x
8.     Laheij RJ, Sturkenboom MC, Hassing RJ, Dieleman J, Stricker BH, Jansen JB. Risk of community-acquired pneumonia and use of gastric acid-suppressive drugs. JAMA. 2004;292(16):1955-1960. doi:10.1001/jama.292.16.1955
9.     Gleeson K, Eggli DF, Maxwell SL. Quantitative aspiration during sleep in normal subjects. Chest. 1997;111(5):1266-1272. doi:10.1378/chest.111.5.1266
10.  Zhou B, Huang Y, Li H, Sun W, Liu J. Proton-pump inhibitors and risk of fractures: an update meta-analysis. Osteoporos Int. 2016;27(1):339-347. doi:10.1007/s00198-015-3365-x
11.  FDA Drug Safety Communication: Possible increased risk of fractures of the hip, wrist, and spine with the use of proton pump inhibitors [Internet]. U.S. Food and Drug Administration. 2017 [cited 21 July 2020]. Available from: https://www.fda.gov/drugs/postmarket-drug-safety-information-patients-and-providers/fda-drug-safety-communication-possible-increased-risk-fractures-hip-wrist-and-spine-use-proton-pump
12.  O'Connell MB, Madden DM, Murray AM, Heaney RP, Kerzner LJ. Effects of proton pump inhibitors on calcium carbonate absorption in women: a randomized crossover trial. Am J Med. 2005;118(7):778-781. doi:10.1016/j.amjmed.2005.02.007