Showing posts with label ยาระบบหายใจ. Show all posts
Showing posts with label ยาระบบหายใจ. Show all posts

Monday, August 31, 2020

“ไข้หวัดใหญ่” เรื่องใหญ่ที่ป้องกันได้

 

ไข้หวัดใหญ่” เรื่องใหญ่ที่ป้องกันได้

นพ.สุรชัย เล็กสุวรรณกุล
อ.นพ.นพดล วัชระชัยสุรพล

โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ก่อโรคในมนุษย์ที่พบบ่อย ได้แก่ ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอและบี (Influenza A, B) อาการของโรคไข้หวัดใหญ่มักคล้ายกับอาการของโรคหวัดทั่วไป ได้แก่ ไข้ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ แต่มักมีไข้สูงกว่าและมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว ปวดเมื่อยตามร่างกาย ในเด็กเล็กอาจมีเฉพาะอาการไข้สูงโดยไม่มีอาการไอน้ำมูก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการประมาณ 3-7 วันและมักหายได้เอง ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ชักจากไข้สูง (มักพบในเด็กเล็ก) เนื้อสมองอักเสบ ปอดอักเสบ ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำ ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ได้รับยาเคมีบำบัด สตรีมีครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ ในประเทศไทยพบการระบาดของไข้หวัดใหญ่สองช่วง ได้แก่ ช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมซึ่งเป็นการระบาดช่วงแรก ในช่วงฤดูฝนประมาณเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมจะเป็นการระบาดช่วงที่สองและมักพบผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก มีการคาดการณ์ว่าหากการระบาดช่วงแรกพบผู้ป่วยจำนวนมาก การระบาดในช่วงฤดูฝนจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในปี 2562 (1 ม.ค. ถึง 1 ก.ค.) พบผู้ป่วยแล้วทั้งสิ้น 186,818 ราย ซึ่งมากกว่าผู้ป่วยในปี 2561 ตลอดทั้งปีที่พบทั้งสิ้น 185,829 ราย จึงคาดการณ์ได้ว่าโรคไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูฝนปีนี้จะมีการระบาดที่รุนแรงมาก

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ อาจพิจารณารักษาตามอาการในกลุ่มที่อาการไม่รุนแรงและไม่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหรืออาจพิจารณาให้ยาต้านเชื้อไข้หวัดใหญ่เมื่อมีข้อบ่งชี้ สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงเกิดโรครุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อนควรได้รับยาต้านเชื้อไข้หวัดใหญ่ทุกราย การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีนที่จะช่วยลดโอกาสติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรคได้

วัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายที่มีความปลอดภัยสูง วัคซีนชนิดเชื้อตายในปัจจุบันมี 2 ชนิด ได้แก่ ชนิด 3 สายพันธุ์ (เอ 2 และบี 1 สายพันธุ์) และ 4 สายพันธุ์ (เอ 2 และบี 2 สายพันธุ์) สายพันธุ์ของไวรัสไข้หวัดใหญ่ในวัคซีนจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามการคาดการณ์การระบาดในแต่ละปีโดยองค์การอนามัยโลกจะเป็นผู้กำหนด ในเด็กอายุ 6 เดือนถึง 9 ปี ปีแรกที่รับวัคซีนควรฉีด 2 ครั้งห่างกันประมาณ 1 เดือน เด็กอายุมากกว่า 9 ปีและผู้ใหญ่ควรฉีดวัคซีนปีละครั้ง อาการข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนที่พบได้ เช่น อาการเจ็บบริเวณที่ฉีดวัคซีน อาการไข้ โดยอาการไข้มักเกิดในช่วง 1-2 วันแรกหลังรับวัคซีน อาจพบอาการไข้ได้ 10-35% ในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี การติดตามอาการไข้และให้การรักษาอย่างเหมาะสม ได้แก่ การรับประทานยาลดไข้ร่วมกับการเช็ดตัวลดไข้จะช่วยบรรเทาอาการได้มาก

กระทรวงสาธารณสุขได้จัดหาวัคซีนให้แก่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเกิดโรครุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อน ดังนี้
o ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป
o เด็กอายุ 6 เดือนถึงไม่เกิน 3 ปี
o สตรีมีครรภ์ที่มีอายุครรภ์เกิน 4 เดือน
o ผู้พิการทางสมองที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้
o โรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรวมถึงผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ
o ผู้ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 100 กิโลกรัมหรือมีดัชนีมวลกาย ตั้งแต่ 35 กก.ต่อ ตร.ม.
o ผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้แก่ โรคปอดเรื้อรังรวมถึงโรคหืด โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน โรคไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด
นอกจากกลุ่มเสี่ยงข้างต้นแล้วยังแนะนำให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับกลุ่มเสี่ยงรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เช่นกัน ได้แก่
o บุคลากรทางการแพทย์
o ผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ
o ผู้ที่ใกล้ชิดกับทารกที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน
o เด็กที่อยู่ในครอบครัวเดียวกันกับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง
o ผู้ที่ใกล้ชิดหรืออยู่บ้านเดียวกับเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีหรือเด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง
o สตรีที่ตั้งครรภ์อยู่ สตรีที่คาดว่าจะตั้งครรภ์ สตรีที่คลอดบุตรมาไม่นานและสตรีให้นมบุตร
         ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงข้างต้นตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐและสถานพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับกลุ่มเสี่ยงทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 8.30-15.00 น. ที่อาคาร ภปร. ชั้น 16 ฝ่ายเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม ภปร. ชั้น 15 สำหรับหญิงตั้งครรภ์ และ ภปร. 9 สำหรับเด็ก

References
1. American Academy of Pediatrics. Influenza. In: Kimberlin DW, Brady MT, Jackson MA, Long SS, editors. Red Book: 2018 Report of the Committee on Infectious Diseases. 31 ed. Itasca, IL: American Academy of Pediatrics; 2018. p. 476-90.
2. Bureau of Epidemiology, Department of Disease Control, Ministry of Public Health, Thailand. National Disease Surveillance (Report 506): Influenza [Internet]. 2019 [cited 2019 Jul 10]. Available from:
http://www.boe.moph.go.th/boedb/surdata/506wk/…/d15_5261.pdf
3. Bureau of Epidemiology, Department of Disease Control, Ministry of Public Health, Thailand. National Disease Surveillance (Report 506): Influenza 2019 [Internet]. 2019 [cited 2019 Jul 10]. Available from:
http://www.boe.moph.go.th/boedb/surdata/506wk/…/d15_2562.pdf

4. Uyeki TM, Bernstein HH, Bradley JS, Englund JA, File TM, Fry AM, et al. Clinical Practice Guidelines by the Infectious Diseases Society of America: 2018 Update on Diagnosis, Treatment, Chemoprophylaxis, and Institutional Outbreak Management of Seasonal Influenza. Clin Infect Dis 2019;68: 895-902.
5. ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร. การให้วัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่. ใน: พจมาน พิศาลประภา, สราวุฒิ ศิวโมกษธรรม, กิตติศักดิ์ สวรรยาวิสุทธิ์, ธันยชัย สุระ, บรรณาธิการ. กลยุทธ์การบริบาลผู้ป่วยนอก. กรุงเทพฯ: หจก. เทพเพ็ญวานิสย์, 2560: 31-70.

Tuesday, January 9, 2018

โรคไข้หวัดใหญ่กับวัคซีนไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัดใหญ่กับวัคซีนไข้หวัดใหญ่

                   นพ.วงศ์กนก  ก่อวัฒนมงคล
รศ.สุพีชา วิทยเลิศปัญญา

                โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน มีการระบาดใหญ่ทั่วโลกมาแล้วหลายครั้ง การระบาดแต่ละครั้งเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในหลายประเทศ ทำให้มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจำนวนมาก การระบาดพบมากในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ในประเทศไทยมีอัตราการป่วย 177.75 ต่อแสนประชากร เสียชีวิต 25 ราย คิดเป็นอัตราตาย 0.04 ต่อแสนประชากร ในช่วง วันที่ 1 มกราคม 2560- 18 กันยายน 2560
                อาการสำคัญของโรคไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้สูง หนาวสั่นแบบทันทีทันใด ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และบางครั้งอาจมีอาเจียนและท้องเสียร่วมด้วย โรคนี้มีการแพร่เชื้อด้วยการที่บุคคลใดๆสัมผัสสารคัดหลั่งจากการไอ จาม หรือน้ำลายของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ แล้วมาสัมผัสที่ปาก จมูก หรือตาของบุคคลนั้นๆ ผู้ป่วยจะอยู่ในระยะแพร่เชื้อในช่วง 3-4 วันแรกที่เริ่มมีอาการ ในขณะที่ผู้ที่สัมผัสสารคัดหลั่งที่มีเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จะเกิดการติดเชื้อขึ้นภายใน 1-4 วันหลังสัมผัส โรคไข้หวัดใหญ่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดติดเชื้อ ติดเชื้อในหู ไซนัสอักเสบ และทำให้โรคเรื้อรังจำพวก ภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง หอบ เบาหวานมีอาการแย่ลงได้ การวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่สามารถตรวจได้ด้วยการเก็บสารคัดหลั่งในโพรงจมูกไปตรวจ ในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ใช้ยา Oseltamivir ชนิดกิน เป็นเวลา 5 วัน โดยจะต้องเริ่มรักษาใน 2-3 วันแรกจึงจะเกิดประโยชน์ทางการรักษา
โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) แตกต่างจากไข้หวัดธรรมดา (Cold) ดังนี้

Signs and Symptoms
Influenza
Cold
Symptom onset
Abrupt
Gradual
Fever
Usual; lasts 3-4 days
Rare
Aches
Usual; often severe
Slight
Chills
Fairly common
Uncommon
Fatigue, weakness
Usual
Sometimes
Sneezing
Sometimes
Common
Stuffy nose
Sometimes
Common
Sore throat
Sometimes
Common
Chest discomfort, cough
Common; can be severe
Mild to moderate; hacking cough
Headache
Common
Rare
Centers for Disease Control and Prevention. Flu Symptoms & Complications. https://www.cdc.gov/flu/consumer/symptoms.htm (accessed January 7, 2018).

                โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ ด้วยการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่นั้นจะช่วยป้องกันบุคคลนั้นๆจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ และลดการแพร่เชื้อไปยังบุคคลใกล้เคียงได้ โดยจะฉีดเข้าที่บริเวณต้นแขนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคไข้หวัดใหญ่ จะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์หลังฉีดวัคซีน จึงจะออกฤทธิ์ การฉีดวัคซีนแต่ละครั้งสามารถป้องกันเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ 3-4 สายพันธุ์ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นสายพันธุ์ที่รุนแรงและพบบ่อยซึ่งนำมาผลิตทำวัคซีน
                ผู้ที่ควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ คือ เด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี ผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป ผู้ป่วยเรื้อรัง เช่น ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรือรัง ผู้ป่วยโรคหอบหืด ผู้ป่วยโรคอ้วน เป็นต้น ผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลเป็นประจำ และบุคลากรสาธารณสุข
                ข้อห้ามของการฉีดวัคซีนนี้ คือ ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน ผู้ที่แพ้ไข่ไก่อย่างรุนแรง ผู้ป่วยที่มีอาการ Guillain Barre Syndrome (GBS) ผู้ป่วยที่หายจากอาการป่วยเฉียบพลันไม่เกิน 7 วัน ผู้ป่วยที่ยังไม่สามารถควบคุมโรคประจำตัวได้
                ความถี่ในการฉีดวัคซีน ฉีดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพราะภูมิคุ้มกันจะลดลงในช่วงเวลา 1 ปีและในแต่ละปีจะมีสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อจะได้ป้องกันโดยตรงต่อสายพันธุ์นั้นๆ การฉีดวัคซีนแนะนำให้ฉีดวัคซีนในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่มิถุนายนถึงตุลาคม และ
ฤดูหนาว มกราคมถึงมีนาคม วัคซีนไข้หวัดใหญ่นั้นมีประสิทธิภาพช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ได้
40 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่ตรงกับวัคซีน ปัจจุบันวัคซีนไข้หวัดใหญ่ช่วยป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A (H1N1)
ได้ดี แต่มีประสิทธิภาพต่ำในการป้องกันเชื้อไข้หวัดใหญ่บางสายพันธุ์ เช่น
H3N2
                ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ไข้ต่ำๆ รู้สึกปวดเมื่อยโดยอาการเหล่านี้จะหายไปเองใน 2 วัน อาการแพ้วัคซีนเกิดขึ้นได้น้อยแต่อาจรุนแรงอันตรายถึงชีวิต โดยมากจะเริ่มแสดงอาการภายในไม่กี่นาทีถึงชั่วโมงหลังจากฉีดวัคซีน และอาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้คือ เจ็บบริเวณที่ฉีดวัคซีนและอาการบวมแดง
                วัคซีนไข้หวัดใหญ่ เป็นแบบวัคซีนเชื้อตาย มี 2 แบบ ชนิด 3 สายพันธุ์และ 4 สายพันธุ์ของไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งจะประกอบด้วยสายพันธุ์ดังนี้
1. A/California/7/2009 (H1N1)–like virus, 2. A/Hong Kong/4801/2014 (H3N2)–like virus H3N2, 3. B/Brisbane/60/2008–like virus (Victoria lineage) โดยชนิด 4 สายพันธุ์จะเพิ่มสายพันธุ์ B/Phuket/3073/2013–like virus (Yamagata lineage) ไปด้วย
วัคซีนจะมีการเปลี่ยนแปลงไปทุกๆ 1 ปี ตามข้อมูลทางระบาดวิทยา
โดยสรุป วัคซีนไข้หวัดใหญ่ป้องกันเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เฉพาะสายพันธุ์ที่ตรงกันได้ 40-60 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2560 คือ ไม่ใช่ 100 เปอร์เซ็นต์และโรคไข้หวัดธรรมดาจะไม่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนไข้หวัดใหญ่ บุคคลนั้นๆจึงมีโอกาสที่จะมีอาการไอ จาม และน้ำมูกได้อีก แม้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้วก็ตาม

เอกสารอ้างอิง
1. Centers for Disease Control and Prevention. Flu Symptoms & Complications. https://www.cdc.gov/flu/consumer/symptoms.htm (accessed January 7, 2018).
2. สํานักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (2560) รายงานโรคในระบบเฝ้าระวัง ๕๐๖ Influenza.


Thursday, January 5, 2017

ยาต้านฮิสตามีน (ยาแก้แพ้, antihistamines) กับโรคไข้หวัด

ยาต้านฮิสตามีนกับการรักษาโรคหวัด

นพ. คุณาธิป นิสสัยพันธุ์

                1. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับฮิสตามีนและยาต้านฮิสตามีน
                ฮิสตามีน (histamine) เป็นสารที่สร้างขึ้นในร่างกายโดยเก็บสะสมอยู่ในเซลล์และจะหลั่งออกมาเมื่อได้รับการกระตุ้นผ่านทางปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกัน หรือการถูกกระตุ้นด้วยสารเคมีหรือกลไกทางกายภาพต่างๆ โดยเมื่อหลั่งออกมาแล้วจะทำให้เกิดอาการทางระบบต่างๆ ผ่านทางตัวรับ โดย ในปัจจุบันพบว่ามีตัวรับของฮิสตามีนอย่างน้อย  4 ชนิด (H1, H2, H3, H4 receptor) กระจายอยู่ตามอวัยวะต่างๆ
                ยาต้านฮิสตามีน (Histamine receptor antagonist) อาจแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักตามการออกฤทธิ์ที่ตัวรับฮิสตามีน ได้แก่ H1-blockers (antihistamines) ที่รู้จักกันดีว่าเป็นยาสำหรับรักษาโรคภูมิแพ้ และ H2-blockers ซึ่งนำมาใช้รักษาหรือแก้ไขภาวะที่มีการหลั่งกรดเกินในกระเพาะอาหาร โดยในกลุ่มที่ออกฤทธิ์ที่ตัวรับ H1 แบ่งย่อยออกเป็น first generation และ second generation
                สำหรับในบทความนี้จะกล่าวถึง H1-blockers (antihistamines) กับการรักษาโรคหวัดเท่านั้น
                ความแตกต่างระหว่าง antihistamines ทั้ง first generation และ second generation ได้แก้ ยารุ่นแรก (first generation) สามารถเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางได้ดี และมีฤทธิ์ต่อตัวรับอื่นๆ นอกเหนือจากตัวรับของฮิสตามีนด้วย ทำให้เกิดอาการข้างเคียงอื่นๆ นอกจากการต้านฮิสตามีนมากกว่าในรุ่นหลัง นอกจากนี้ยาต้านฮิสตามีนรุ่นแรก ยังมีเภสัชจลนศาสตร์ที่แตกต่างจากในรุ่นหลัง กล่าวคือ มีระยะเวลาในการออกฤทธิ์สั้นกว่า
                ยาต้านฮิสตามีนรุ่นแรก เช่น Chlorpheniramine, Diphenhydramine, Dimenhydrinate, Cyproheptadine, Hydroxyzine, Dimenhydrinate เป็นต้น
                ยาต้านฮิสตามีนรุ่นหลัง เช่น Cetirizine, Fexofenadine, Loratadine, Desloratadine เป็นต้น

                ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของยาในกลุ่มยาต้านฮิสตามีนรุ่นแรก (first generation antihistamines) ได้แก่ ลด permeability ของหลอดเลือดฝอย, มีฤทธิ์กดหรือกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง (เฉพาะ first generation antihistamines) โดยอาจทำให้เกิดอาการง่วงซึมเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด แต่ในกลุ่มประชากรอายุน้อย (เด็ก) อาจทำให้เกิดการตื่นเต้นหรือชักได้หากใช้ยาในขนาดสูง, ทำให้จมูกแห้ง, กระตุ้นให้เกิดการอยากอาหาร, เป็นยาชาเฉพาะที่ และ ฤทธิ์อื่นๆ

                ทั้งนี้ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาบางอย่างเกิดจากการออกฤทธิ์ที่ตัวรับอื่นนอกเหนือจากตัวรับของฮิสตามีน เช่น การออกฤทธิ์ต้านตัวรับโคลิเนอร์จิก (anticholinergic effect)  ที่นำมาใช้ประโยชน์ในการป้องกันการเมาเรือ และ การทำให้น้ำมูกลดลง ดังนั้น ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในลักษณะนี้จึงพบเฉพาะในยาต้านฮิสตามีนที่มีการออกฤทธิ์ผ่านทางกลไกนั้นๆ เท่านั้น และจะไม่พบในยารุ่นหลัง (second generation antihistamines)

                ด้วยการออกฤทธิ์ของยาต้านฮิสตามีนดังกล่าว ทำให้ยาในกลุ่มนี้ มีอาการไม่พึงประสงค์จากกการใช้ยา ได้แก่
                ทำให้เกิดการง่วงซึม (ยาต้านฮิสตามีนรุ่นแรก) จากการกดระบบประสาทส่วนกลาง โดยพบว่าทำให้ตัดสินใจช้าลง โดยเฉพาะเมื่อใช้ยาร่วมกับยาหรือสารอื่นที่มีฤทธิ์กดประสาท (เช่น แอลกอฮอล์ ยานอนหลับ) อย่างไรก็ตามในประชากรบางกลุ่ม พบว่าอาจทำให้เกิดการตื่นเต้นและชักได้จากการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง
                อาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้อนผูก/ท้องเดิน พบได้บ่อยรองลงมาจากอาการง่วงซึม
                ปากแห้ง ตาพร่า ปัสสาวะคั่ง (จากฤทธิ์ต้านโคลิเนอร์จิก)
                การแพ้ยา พบได้บ่อยสำหรับการใช้ยาเฉพาะที่
                หัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยพบว่า อาจทำให้เกิด QT prolongation จนถึง Torsades de Pointes ได้จากยา Terfenadine หรือ Astemizole โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยาอื่นที่ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์แบบเดียวกัน (เช่น ยาต้านเชื้อรา ketoconazole, ยาต้านแบคทีเรียกลุ่ม Macrolides)  หรือมีอันตรกิริยากับยาอื่นที่ทำให้ระดับยาต้านฮิสตามีนทั้งสองในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น

                การนำยาต้านฮิสตามีนมาใช้ทางการแพทย์ พบว่าสามารถนำมาใช้ในการบรรเทาอาการแพ้ได้ดี ทั้งในกลุ่ม allergic rhinitis, allergic conjunctivitis, ไปจนถึงผื่นแพ้ทางผิวหนังทั้งชนิด urticaria และ atopic dermatitis นอกจากนี้ยังนำมาใช้ในการป้องกันการเมาเรือ (เฉพาะ first generation antihistamines) บรรเทาอาการน้ำมูกไหลในโรคหวัด (เฉพาะ first generation antihistamines) และใช้เป็นยาช่วยนอน

                2. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคหวัด (common cold)
                โรคหวัดเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน โดยไวรัสที่พบว่าก่อให้เกิดกลุ่มอาการหวัด เช่น rhinoviruses, respiratory syncytial virus, influenza, parainfluenza และ adenovirus เป็นต้น โดยพบว่าไวรัสบางสายพันธุ์นอกจากจะก่อให้เกิดกลุ่มอาการหวัดแล้ว ยังสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนล่างได้ด้วย และทำให้เกิดอาการที่รุนแรงกว่าหวัดธรรมดา โดยพบว่าโรคหวัดเกิดได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี
                อาการของโรคหวัดเกิดภายใน 2 วันหลังจากได้รับเชื้อไวรัส โดยจะทำให้เกิดอาการได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกไหล จาม ไอ และ/หรือเจ็บคอ และจะมีอาการคงอยู่ได้นาน 1-2 อาทิตย์ และยังสามารถแพร่เชื้อไวรัสได้หลังจากที่หายแล้วได้อีกประมาณ 1 อาทิตย์
                กลุ่มโรคหวัดพบได้บ่อยในช่วงวัยเรียนและจะค่อยๆ ลดลงในวัยผู้ใหญ่ โดยการติดต่อของไวรัสเกิดได้ผ่านการสัมผัสสิ่งคัดหลั่งที่มีไวรัสปนอยู่ ทั้งผ่านการสัมผัสโดยตรง (direct contact) หรือผ่านทางละอองฝอย (aerosol) เข้าสู่เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบน ทั้งนี้ การติดไวรัสผ่านทางการสัมผัสโดยตรงสามารถป้องกันได้โดยการทำความสะอาดมือด้วยน้ำยาที่มีฤทธิ์ฆ่าไวรัส
                กลไกการเกิดอาการต่างๆ ของโรคหวัด เกิดจากการที่ไวรัสทำให้เกิด การรั่วของซีรั่มบริเวณเยื่อบุทางเดินหายใจ (leakage of serum) ด้วยกลไกที่ยังไม่ทราบแน่ชัด และหลังจากที่ได้รับเชื้อไวรัสแล้ว ร่างกายจะเกิดกลไกทางภูมิคุ้นกันที่ทำให้หายจากไวรัสได้ภายในระยะเวลา 2-3 อาทิตย์ โดยตรวจพบนิวทรอลไลซ์ซิ่งแอนติบอดี้ที่จำเพาะต่อไวรัส (specific neutralizing antibody; IgA) ได้ และยังตรวจพบแอนติบอดี้อื่นๆ ตลอกจนการตอบสนองที่ไม่จำเพาะต่อไวรัสได้ในช่วงแรกของการติดเชื้อ
                การรักษาโรคหวัดในปัจจุบัน ยังไม่มียาต้านไวรัสที่จำเพาะและมีประสิทธิภาพในการรักษาเมื่อเทียบกับยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ/ทางคลินิกแม้จะพบว่ายาสมารถยับยั้งไวรัสได้ในหลอดทดลอง ทำให้แนวทางในการรักษายังคงเน้นที่การรักษาประคับประคองตามอาการเป็นหลัก (อย่างไรก็ตาม การศึกษาการใช้ยาตามอาการยังคงจำกัดในประชากรเด็ก ทั้งนี้เพราะการประเมินอาการหลังจากการรักษาทำได้ยาก) โดยมียาสำหรับอาการต่างๆ ดังนี้
                อาการคัดจมูก สามารถใช้ยาบรรเทาอาการคัดจมูก (adrenergic drugs) ทั้งแบบเฉพาะที่ และแบบรับประทาน (แบบเฉพาะที่พบว่ามีประสิทธิภาพที่ดีกว่า อย่างไรก็ตามไม่ควรใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเนื่องจากทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์)
                อาการน้ำมูกไหล ใช้ยาต้านฮิสตามีนรุ่นแรกโดยหวังผลจากการต้านฤทธิ์โคลิเนอร์จิกของยาเพื่อทำให้สารคัดหลั่งลดลง ทั้งนี้พบว่ายาที่มีฤทธิ์ต้านโคลิเนอร์จิกโดยตรงก็สามารถลดปริมาณน้ำมูกได้เช่นกัน และพบว่ายาต้านฮิสตามีนรุ่งหลัง (second generation antihistaminesไม่มีประโยชน์ในการบรรเทาอาการของหวัด)
                อาการจาม สามารถใช้ยาต้านฮิสตามีนบรรเทาอาการจามได้ด้วยกลไกที่ยังไม่ทราบแน่ชัด
                อาการเจ็บคอ/อาการคันคอ ในโรคหวัดธรรมดามักพบอาการเหล่านี้เป็นไม่รุนแรง และอาจพิจารณาให้ยาบรรเทาอาการปวดในกรณีที่มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือ อาการไข้ร่วมด้วยเท่านั้น
                อาการไอ อาการไอในโรคหวัดเกิดได้จากหลายกลไก และควรพิจารณารักษาตามกลไกที่ทำให้เกิดอาการสำหรับคนไข้แต่ละราย ดังนี้ อาการไอที่เกิดจากการ nasal obstruction and postnasal drip อาจพิจารณาใช้การรักษาด้วย antihistamines/decongestant, อาการไอที่เกิดจากไวรัสทำให้โรคทางเดินหายใจกำเริบ (เช่น โรคหืด) พิจารณาการใช้ยาขยายหลอดลม, ทั้งนี้ หากอาการไอเป็นอยู่นานโดยอาการอื่นหายหมดแล้ว อาจเกิดจากไซนัสอักเสบ (ให้การรักษาด้วยยาต้านเชื้อแบคทีเรีย) ทั้งนี้ การให้ยารักษาอาการไอ ทั้งกลุ่มยากดไอ และยาขับเสมหะ ไม่พบว่ามีประโยชน์ในการรักษา

                3. การนำยาต้านฮิสตามีนมาใช้ในการรักษาโรคหวัด
                การใช้ยาต้านฮิสตามีนเพื่อการรักษาโรคหวัดพบได้บ่อยในเวชปฏิบัติทั่วไปด้วยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและพยาธิกำเนิดของโรคตามที่ได้กล่าวไป ทั้งนี้ มีการศึกษาที่สนับสนุนและคัดค้านการนำยาต้านฮิสตามีนมาใช้ และมีสถาบันที่ได้รวบรวมและวิเคราะห์ผลของการใช้ยาดังรายละเอียดต่อไปนี้
                จากการ review และการทำ meta-analysis ของการใช้ยาต้านฮิสตามีนในโรคหวัด (ยาต้านฮิสตามีนทั้งรุ่นแรก และรุ่นหลัง) พบว่า การใช้ยาต้านฮิสตามีนรุ่นหลัง (second generation/ non-sedating antihistamines) ไม่มีประโยชน์ในการบรรเทาอาการต่างๆ ของโรคหวัดอย่างมีนัยสำคัญ และไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่อการดำเนินโรค ทั้งในผู้ป่วยเด็กและผู้ป่วยผู้ใหญ่ ในขณะที่ยาต้านฮิสตามีนรุ่นแรก (first generation antihistamines) ช่วยลดอาการของโรคหวัดได้บ้าง ได้แก่ อาการจาม อาการน้ำมูกไหล และอาการโดยภาพรวมของโรค  โดยพบว่าสามารถลดอาการในช่วงแรก (วันที่ 1-3) ของการดำเนินโรคมากกว่าช่วงหลัง (หลังวันที่ 3 เป็นต้นไป) โดยไม่ได้ส่งผลต่อการดำเนินโรคอื่นๆ และไม่มีประโยชน์ในการบรรเทาอาการคัดจมูก
                อย่างไรก็ตามผลจากการใช้ยาในโรคหวัดเป็นผลที่เกิดขึ้นในระดับอ่อนถึงปานกลาง (modest) และอาจไม่ได้ทำให้การรักษาโรคหวัดในภาพรวมดีขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ การนำยาต้านฮิสตามีนรุ่นแรกมาใช้ในการรักษาโรคหวัดอาจทำให้ผู้ป่วยต้องประสบกับปัญหาอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาต่างๆ เช่น การง่วงซึม, อาการข้างเคียงทางระบบทางเดินอาหาร
                ดังนั้น การนำยาต้านฮิสตามีนมาใช้ในการรักษาโรคหวัด อาจสรุปได้ว่าไม่ได้พิจารณาใช้ในผู้ป่วยทั่วไป และพิจารณาตามอาการที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์เป็นสำคัญ หากพิจารณาเลือกใช้ยา ให้พิจารณาเลือกใช้ยารุ่นแรกเพราะยารุ่นหลังไม่มีประโยชน์ในการรักษา และต้องอธิบายอาการข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาให้กับผู้ป่วยด้วยเสมอ

                ข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับการใช้ยาต้านฮิสตามีนเพื่อการรักษาโรคหวัด 
·        ผลการศึกษาประสิทธิภาพของการใช้ยาต่อการรักษาโรคหวัด "ในภาพรวม" พบข้อมูลที่ขัดแย้งกันระหว่างการศึกษา ทั้งนี้ พบว่า มีบางการศึกษาที่ระบุว่าการใช้ยาต้านฮิสตามีนรุ่นแรกมีผลดีในแง่ของการบรรเทาอาการหวัดโดยภาพรวมในช่วง 1-2 วันแรก ในขณะที่ยารุ่นหลัง (non-sedating antihistamines) ไม่มีประโยชน์ ประเมินจากการให้คะแนนความรุนแรงของโรคในแต่ละวันโดยผู้ป่วย
·        ผลการศึกษาประสิทธิภาพของการใช้ยาต่ออาการคัดจมูก พบว่ายาต้านฮิสตามีนไม่สามารถช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกในผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งยารุ่นแรกและยารุ่นหลัง ทั้งจากการวัดการบวมของจมูกโดยแพทย์ และจากการสอบถามความรุนแรงของอาการจากผู้ป่วย
·        ผลการศึกษาประสิทธิภาพของการใช้ยาต่ออาการน้ำมูกไหล พบทั้งข้อมูลที่สนับสนุนการใช้ยา (สามารถช่วยลดอาการได้) และข้อมูลที่ไม่สนับสนุน (ไม่สามารถช่วยลดอาการ) ทั้งนี้ เมื่อนำข้อมูลจากการศึกษาทั้งหมดมาวิเคราะห์ร่วมกันอีกครั้ง พบว่า ผลการลดน้ำมูก (ทั้งจากการวัดปริมาณน้ำมูก และจากการสอบถามผู้ป่วย) เป็นผลที่เกิดขึ้นเฉพาะในยาต้านฮิสตามีนรุ่นแรกเท่านั้น ไม่พบประโยชน์ในการใช้ยาต้านฮิสตามีนรุ่นหลัง
·        ผลการศึกษาประสิทธิภาพของการใช้ยาต่ออาการจาม พบว่ายาต้านฮิสตามีนรุ่นแรก สามารถลดจำนวนครั้งของการจามและความรุนแรงของอาการจาม (จากการสอบถามผู้ป่วย) ได้ ในช่วงระยะ 2-4 วันของโรคและไม่พบประโยชน์จากการใช้ยาต้านฮิสตามีนรุ่นหลัง (non-sedating antihistamines)
·        อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา พบว่า การใช้ยาต้านฮิสตามีนรุ่นแรกมีอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดและพบได้บ่อยกว่าในรุ่นหลัง โดยอาการดังกล่าวได้แก่ ฤทธิ์กดประสาท (ง่วงซึม, ตัดสินใจช้า ไม่กระปรี้กระเปร่า, อ่อนเพลีย), ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร, ทำให้ทางเดินหายใจแห้งและแสบ


                เอกสารอ้างอิง
                จันทนี อิทธิพานิชพงศ์. ฮิสตามีนและยาต้านฮิสตามีน. ใน: คณาจารย์เภสัชวิทยา, บรรณาธิการ. เภสัชวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2555. หน้า 147-157.
                Katzung BG. Histamine, Serotonin, & the Ergot Alkaloids. In: Katzung BG, Masters SB, Trevor AJ, editors. Basic & Clinical Pharmacology. 12th ed. Singapores; McGraw-Hill; 2012. p. 273-294.
                Turner RB. Epidemiology, pathogenesis, and treatment of common cold. Annals of allergy, asthma, & immunology 1997; 78: 531-540.
            De Sutter AIM, Lemiengre M, Campbell H. Antihistamines for the common cold. Cochrane Database of Systematic Reviews 2003, Issue 3. Art. No.: CD001267. DOI: 10.1002/14651858.CD001267.

                De Sutter AIM, Saraswat A, van Driel ML. Antihistamines for the common cold. Cochrane Database of Systematic Reviews 2015, Issue 11. Art. No.: CD009345. DOI: 10.1002/14651858.CD009345.pub2

Wednesday, March 2, 2016

การใช้ยาบรรเทาอาการคัดจมูกชนิดพ่นจมูกอย่างปลอดภัย

ยา Intranasal decongestant เป็นยาพ่นจมูกชนิดที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก ซึ่งเกิดจากเยื่อบุโพรงจมูกบวม เป็นยาในกลุ่ม adrenergic agonist ออกฤทธิ์กระตุ้น alpha receptor ทำให้หลอดเลือดในโพรงจมูกหดตัว > เยื่อบุโพรงจมูกยุบบวม > อาการคัดจมูกดีขึ้น ยาชนิดนี้มีประสิทธิผลดีมากและออกฤทธิ์เร็ว (1) (2)