Weight loss medications
การใช้ยาลดความอ้วนไม่มีความจำเป็นในคนปกติทั่วไป
นพ.นิธีร์ รัตน์ประสาทพร
ภาควิชาเภสัชวิทยา
คณะแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คำแนะนำ
·
การปรับพฤติกรรมควบคุมอาหารและออกกำลังกายเป็นวิธีที่จำเป็นต้องทำเพื่อการควบคุมน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพ
โดยน้ำหนักตัวน้อยไม่ได้หมายความว่ามีสุขภาพที่ดีเสมอไป
·
ยาลดน้ำหนัก
มีข้อบ่งชี้เฉพาะผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index; BMI) มากกว่าหรือเท่ากับ
30 กิโลกรัมต่อตารางเมตร หรือในกรณีที่ผู้ป่วยมี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ
27 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ร่วมกับมีโรคแทรกซ้อนที่เกี่ยวกับโรคอ้วน
ที่ลดน้ำหนักไม่ได้ผลหลังจากปรับพฤติกรรม ควบคุมอาหารและออกกำลังกาย เท่านั้น
รายละเอียด
ในปัจจุบัน ภาวะโรคอ้วนเป็นภาวะที่พบมากขึ้นในสังคมไทยและทั่วโลก
โดยการรักษานั้น สิ่งสำคัญที่ที่สุดที่ต้องทำคือ การปรับพฤติกรรม การควบคุมอาหาร
และการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการควบคุมน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพที่งานวิจัยส่วนมากชี้ไปในทางเดียวกัน
แต่ปัจจุบัน การใช้ยาลดความอ้วนเป็นสิ่งที่พบเห็นได้มากขึ้น โดยมักพบในวัยหนุ่มสาวที่ทำตามกระแสนิยมอยากผอมหรืออยากกำจัดไขมันส่วนเกินในร่างกายโดยพยายามหาทางลัดและหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือการควบคุมอาหาร
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ยาลดความอ้วนนั้น มีข้อบ่งชี้ในการใช้ที่ระบุเฉพาะผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย
(Body
Mass Index; BMI) มากกว่าหรือเท่ากับ 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ที่ลดน้ำหนักไม่ได้ผลหลังจากปรับพฤติกรรม
ควบคุมอาหารและออกกำลังกาย หรือในกรณีที่ผู้ป่วยมี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ
27 กิโลกรัมต่อตารางเมตรร่วมกับมีโรคแทรกซ้อนที่เกี่ยวกับโรคอ้วน เท่านั้น ไม่ได้เอาไว้ในสำหรับผู้ที่อยากผอมหรือลดไขมันส่วนเกินที่มี
BMI น้อยกว่านี้
ยาที่องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (US-FDA) อนุมัติในปัจจุบันนั้น
มีเพียง Orlistat (Xenical), lorcaserin (Belviq), phentermine-topiramate
(Qsymia), naltrexone-bupropion (Contrave) และ liraglutide
(Saxenda) เท่านั้น โดยได้ถอน sibutramine และ
fenfluramine ออกไปแล้ว
เนื่องจากผู้ใช้อาจเกิดอันตรายจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้
โดยยาที่นิยมใช้เป็นตัวแรก คือ orlistat หรือ
lorcaserin ส่วนยา liraglutide หรือ
phentermine-topiramate เป็นยาที่อาจเลือกใช้เป็นลำดับต่อมาเพราะมีผลข้างเคียงที่อาจเป็นอันตรายได้มากกว่า
ซึ่งยาลดน้ำหนักนั้น ควรได้รับการจ่ายจากแพทย์เท่านั้น ไม่ควรพยายามหาซื้อเอง เนื่องจากยาลดความอ้วนทุกชนิด
แม้ว่าจะเป็นยาที่แนะนำให้ใช้เป็นยาขนานแรกก็ตาม ก็อาจส่งผลข้างเคียงหรือทำให้มีภาวะแทรกซ้อนจากการใช้งานได้มากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละคน
ยาอื่นๆที่พบได้ในไทย
โดยเฉพาะยาที่ไม่ได้ระบุส่วนประกอบของยาที่ชัดเจน เช่น ยาที่ขายตาม Facebook หรือตามสื่อการขายออนไลน์ต่างๆ
มักมีส่วนประกอบที่อาจเป็นอันตรายถ้าใช้อย่างไม่ถูกต้อง เช่น ไทรอยด์ฮอร์โมน
ยาขับปัสสาวะ ยาถ่ายหรือยาระบาย ยากดหรือกระตุ้นระบบประสาท เป็นต้น โดยการออกฤทธิ์และผลข้างเคียงหรือข้อเสียของส่วนประกอบต่างๆของยาเหล่านี้
มีดังนี้
- ไทรอยด์ฮอร์โมน เพิ่มการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ทำให้ใจสั่น มือสั่น การทำงานของร่างกายผิดปกติเสมือนผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ
- ยาขับปัสสาวะ ลดน้ำหนักโดยทำให้ปริมาณของน้ำในร่างกายลดลงเท่านั้น
ไม่มีผลต่อไขมัน แต่อาจทำให้เกลือแร่ผิดปกติขั้นรุนแรงจนเสียชีวิตได้
- ยาถ่ายหรือยาระบาย ทำให้ถ่ายอุจจาระออกมามาก ทำให้สูญเสียน้ำและอาจทำให้เกลือแร่ผิดปกติได้เช่นเดียวกัน
- ยากดหรือกระตุ้นระบบประสาท เช่น phentermine ที่เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางและถูกจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่
2 เนื่องจากทำให้ติดยาได้ ยาตัวนี้ออกฤทธิ์ทำให้เบื่ออาหารจากการออกฤทธิ์เพิ่มสารสื่อประสาท
นอร์อีพิเนฟริน (norepinephrine; NE) และ โดปามีน (dopamine;
DA) ซึ่งผลข้างเคียงอาจทำให้ปากแห้ง ท้องผูก มือเท้าชา รบกวนการนอนหลับ
หรือเป็นโรคซึมเศร้าได้
หรือยา sibutramine
ที่ยับยั้งการเก็บกลับของสารสื่อประสาท ซีโรโทนิน (serotonin)
ที่ทำให้ระดับซีโรโทนินเพิ่มขึ้น จึงลดความอยากอาหารและทำให้อิ่มเร็ว
แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจอย่างมีนัยสำคัญ
รวมถึงการรบกวนระบบประสาทและทำให้มีอาการชักได้
ในกรณีที่ท่านจำเป็นต้องกินยาลดความอ้วนจริงๆ ควรเลือกใช้ orlistat หรือ lorcaserin
ก่อนยาชนิดอื่นๆ และควรสั่งโดยแพทย์ในสถานพยาบาลตามข้อบ่งชี้ที่ระบุไว้เท่านั้น
โดยข้อมูลของยาเหล่านี้เบื้องต้นมีดังนี้
-
Orlistat (Xenical) ในประเทศไทยมี orlistat ในรูปแบบแคปซูล
ขนาด 120 มิลลิกรัม ขนาดที่แนะนำคือ รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล
พร้อมอาหาร (30 นาทีก่อนกินอาหาร จนถึงภายใน 1 ชั่วโมงหลังกินอาหาร) โดยแนะนำให้กินพร้อมมื้ออาหารที่มีไขมันสูง
ไม่เกินวันละ 3 ครั้ง (รวมไม่เกิน 360
มิลลิกรัม)
นั่นคือถ้ามื้ออาหารนั้นๆมีปริมาณไขมันที่ไม่สูง ก็ไม่จำเป็นต้องกินยาชนิดนี้
เนื่องจากกลไกการทำงานของยาชนิดนี้ คือ ยับยั้งเอนไซม์ gastric lipase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่สร้างจากกระเพาะอาหาร และยับยั้ง pancreatic
lipase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่สร้างจากตับอ่อน
ทำให้ไม่สามารถย่อยไขมันโมเลกุลใหญ่ให้กลายเป็นโมเลกุลเล็กได้ ร่างกายจึงไม่สามารถดูดซึมไปใช้ได้และจะขับถ่ายไขมันโมเลกุลใหญ่นี้ออกทางอุจจาระต่อไป
นำมาสู่ผลข้างเคียงที่สำคัญของยาชนิดนี้ คือ มีน้ำมันปนออกมากับอุจจาระ
ถ่ายเป็นมันลอย ท้องเสียและอยากถ่ายอยากผายลมมากขึ้น
ซึ่งแม้ว่ายาชนิดนี้จะมีผลข้างเคียงที่ปลอดภัยกว่ายาตัวอื่นๆ แต่หลายคนก็อาจทนผลข้างเคียงนี้ไม่ได้และหยุดใช้ไป
ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้พบมากถึงร้อยละ 80
และระดับความรุนแรงก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยถ้าใช้ยาไป 1-2 สัปดาห์
อาการเหล่านี้อาจดีขึ้น
นอกจากนั้นภาวะแทรกซ้อนพบในงานวิจัย คือ
ภาวะขาดวิตามินที่ละลายในไขมัน (วิตามิน A, D, E, K) ในผู้ที่รับประทานยาชนิดนี้ทุกวันเป็นเวลา
3 เดือนขึ้นไป พบว่ามีระดับวิตามิน D และ
E ในกระแสเลือดลดลง จึงแนะนำให้รับประทานวิตามินเสริมร่วมด้วยในผู้ที่ใช้ยา
orlistat ติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน
โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินอยู่แล้ว
-
Lorcaserin (Belviq) ในประเทศไทยยังไม่มีการใช้ยาชนิดนี้
แต่มีการใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นยาขนาด 10 มิลลิกรัม
กินวันละ 2 ครั้ง ออกฤทธิ์เพิ่มสารสื่อประสาท ซีโรโทนิน (serotonin) ทำให้ลดความอยากอาหารและทำให้อิ่มเร็ว มีผลข้างเคียง คือ ปวดศีรษะ
คลื่นไส้ มีอาการทางจิต สมาธิสั้นลง หรือมีอาการหลงๆลืมๆได้
โดยยาทั้งสองชนิดได้รับการพิสูจน์จากงานวิจัยแล้วว่า การใช้ยา
ร่วมกับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย
สามารถลดน้ำหนักได้ดีกว่าการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ทั้งนี้ อย่าลืมว่าการกินยาลดน้ำหนักอาจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ถ้าไม่มีการควบคุมอาหารหรือการออกกำลังกายร่วมด้วย
สำหรับยาชนิดฉีดเพื่อลดน้ำหนัก
ในปัจจุบันมีเพียงยาที่อยู่ในกลุ่มยาเบาหวานชนิดเดียวเท่านั้นที่ US-FDA อนุมัติ
คือ liraglutide (Saxenda) โดยจะใช้ยาในระดับน้อยกว่าที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานใช้เพื่อควบคุมระดับน้ำตาล
และบริหารยาโดยการฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง ซึ่งยาชนิดนี้มีราคาที่สูง ต้องสั่งยาภายใต้การควบคุมของแพทย์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น
และยาตัวนี้ไม่ใช่ยาที่แนะนำเป็นลำดับแรกของยาลดน้ำหนัก
ดังนั้นจากข้อมูลข้างต้น
การใช้ยาลดน้ำหนักควรใช้ในผู้ที่มีข้อบ่งชี้เท่านั้น และสิ่งสำคัญที่สุด
คือการปรับพฤติกรรม การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย
ไม่สามารถพึ่งทางลัดเพียงแต่การใช้ยาลดน้ำหนักเท่านั้น
เพราะนอกจากจะไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรแล้ว ยังมีผลข้างเคียงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตดังที่เห็นในข่าวทางสื่อต่างๆในช่วงนี้อยู่เรื่อยๆ
อ้างอิง
1.
Bray
GA, et al. Obesity in adults: Drug therapy [Internet]. 2016 [cited 2016 Jul 1].
Available from: http://www.uptodate.com/contents/overview-of-vitamin-e?source=search_result&search=vitamin+e&selectedTitle=5~150
2.
Mayo
Clinic Staff. Common weight-loss drugs [Internet]. 2016 [cited 2016 Jul 1].
Available from:
http://www.mayoclinic.org/healthy-lifestyle/weight-loss/in-depth/weight-loss-drugs/art-20044832?pg=2